กฎไวยากรณ์หลัก: ~더라 / ~던데
ใช้คำลงท้ายเหล่านี้เพื่อพูดถึงสิ่งที่คุณได้เห็น ได้ยิน หรือรู้สึกด้วยตัวเองในอดีต มันเพิ่มความรู้สึกของการย้อนนึกถึงสิ่งที่สังเกตเห็นในอดีต ซึ่งมักจะมีความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยหรือการค้นพบใหม่ๆ
ความหมายและการใช้งาน
ความหมาย: ~더라 ใช้เพื่อระบุข้อเท็จจริงที่ย้อนนึกถึงเป็นประโยคสมบูรณ์ ~던데 ใช้เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่ย้อนนึกถึงในฐานะข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งมักจะนำไปสู่คำถาม ประโยคที่ขัดแย้งกัน หรือข้อเสนอแนะ
เมื่อไหร่ที่ควรใช้: ใช้เมื่อคุณเป็นแหล่งข้อมูลที่แบ่งปันประสบการณ์ตรงของคุณเอง คุณไม่สามารถใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อพูดถึงการกระทำโดยเจตนาของคุณเองได้ ตัวอย่างเช่น 내가 어제 도서관에 가더라 (ฉันไปห้องสมุดมาเมื่อวาน) นั้นไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้เพื่ออธิบายสถานะหรือความรู้สึกในอดีตของคุณเองได้ เช่น 그때 내가 정말 배고프더라 (ตอนนั้นฉันหิวจริงๆ)
กฎการผันคำ
กฎ: ต่อท้ายคำกริยาหรือคำคุณศัพท์โดยตรง ไม่ว่าคำนั้นจะลงท้ายด้วยสระหรือพยัญชนะ สำหรับคำนาม ให้ใช้ (이)더라 หรือ (이)던데
Verb/Adjective Stem + 더라/던데 / Noun + (이)더라/(이)던데
กฎไวยากรณ์หลัก: ~(으)ㄴ/는/었)지 뭐야
รูปแบบนี้ใช้เพื่อแสดงความประหลาดใจต่อการค้นพบหรือผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด เหมือนกับการพูดว่า "รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?" หรือ "กลายเป็นว่า...!" ในภาษาอังกฤษ โดยมีความรู้สึกประหลาดใจอย่างแรง
ความหมายและการใช้งาน
ความหมาย: เน้นว่าผลลัพธ์นั้นตรงกันข้ามกับความคาดหมายโดยสิ้นเชิง เป็นรูปแบบที่เป็นกันเองและแสดงอารมณ์มาก ซึ่งใช้บ่อยในการเล่าเรื่องในหมู่เพื่อนฝูง
เมื่อไหร่ที่ควรใช้: ใช้ที่ท้ายประโยคที่เผยให้เห็นจุดหักมุมที่น่าประหลาดใจ มักใช้ในการพูดแบบเป็นกันเอง (반말) เสมอ คุณไม่สามารถใช้สิ่งนี้กับสิ่งที่คุณวางแผนหรือคาดหวังไว้ได้ มันต้องเป็นความประหลาดใจที่แท้จริง
กฎการผันคำ
กฎ: กาลเวลา (Tense) จะแสดงอยู่ในส่วนก่อนหน้า ~지 뭐야
อดีต: คำกริยา/คำคุณศัพท์ + 았/었지 뭐야 (เช่น 만났지 뭐야, 예뻤지 뭐야)
ปัจจุบัน (คำกริยา): คำกริยา + 는지 뭐야 (เช่น 가는지 뭐야)
ปัจจุบัน (คำคุณศัพท์/이다): คำคุณศัพท์ + (으)ㄴ지 뭐야 (เช่น 예쁜지 뭐야), คำนาม + (이)ㄴ지 뭐야 (เช่น 학생인지 뭐야)
Past: ~았/었지 뭐야 / Present (Verb): ~는지 뭐야 / Present (Adj): ~(으)ㄴ지 뭐야