กฎไวยากรณ์หลัก: ~고 말다
รูปแบบไวยากรณ์นี้ใช้เพื่อแสดงว่าการกระทำหรือเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ มักแฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง หรือเป็นจุดจบของเหตุการณ์ โดยเน้นว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้พูดต้องการหรือวางแผนไว้
ความหมายและการใช้งาน
ความหมาย: แปลว่า "ลงเอยด้วยการ..." หรือ "ในที่สุดก็... (ทำสิ่งที่ขัดกับความต้องการของตนเอง)" โดยจะเชื่อมต่อกับคำกริยาเพื่อแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์จบลงในทางที่ไม่พึงประสงค์
เมื่อไหร่ที่ควรใช้: ใช้เมื่อคุณต้องการเน้นผลลัพธ์สุดท้ายที่มักจะเป็นเชิงลบและไม่ได้ตั้งใจจากเหตุการณ์ต่างๆ มักพบในเรื่องราวเกี่ยวกับความผิดพลาด อุบัติเหตุ หรือการพ่ายแพ้ต่อสิ่งยั่วยุ ตัวอย่างเช่น คุณพยายามอย่างหนักที่จะไม่หลับ แต่สุดท้ายก็ 잠이 들고 말았다 (เผลอหลับไปจนได้)
กฎการผันคำกริยา
กฎ: รูปแบบนี้ตรงไปตรงมา เพียงแค่เติม ~고 말다 ต่อท้ายคำกริยา ไม่ว่าคำกริยานั้นจะลงท้ายด้วยสระหรือพยัญชนะก็ตาม ส่วนกาลเวลา (Tense) จะผันที่คำกริยา 말다 ตัวสุดท้าย
อดีตกาล: คำกริยา + ~고 말았다 (หรือ ~고 말았어요 / ~고 말았습니다) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้บ่อยที่สุด
อนาคตกาล: คำกริยา + ~고 말 것이다 ใช้เพื่อคาดการณ์อย่างหนักแน่นว่าเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Verb Stem + ~고 말다
ความรู้สึกแบบเจ้าของภาษาและข้อผิดพลาด
ความรู้สึกสำคัญของ '~고 말다' คือมักใช้กับผลลัพธ์ที่เป็นเชิงลบหรือน่าเสียดายเสมอ การใช้กับความสำเร็จเชิงบวกจะฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ
ผลลัพธ์ที่ไม่ตั้งใจและเชิงลบ (การใช้งานที่ถูกต้อง)
บริบท: รูปแบบนี้จะใช้ได้ดีที่สุดเมื่ออธิบายอุบัติเหตุ ความล้มเหลว หรือการยอมจำนนต่อสิ่งยั่วยุ มันสื่อว่าคุณหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาต่างจากนี้ ให้คิดซะว่ามันคือการถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ตัวอย่าง: 참으려고 했는데 결국 울고 말았어요. (ฉันพยายามจะกลั้นไว้แล้ว แต่สุดท้ายก็เผลอร้องไห้ออกมาจนได้) นี่เป็นธรรมชาติเพราะการร้องไห้เป็นผลลัพธ์ทางอารมณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลลัพธ์ที่ตั้งใจและเชิงบวก (การใช้งานที่ผิด)
บริบท: ห้ามใช้ ~고 말다 กับสิ่งที่คุณพยายามอย่างหนักเพื่อให้สำเร็จและรู้สึกภูมิใจ เพราะมันจะฟังดูเหมือนคุณเสียใจกับความสำเร็จนั้น สำหรับผลลัพธ์เชิงบวก ให้ใช้รูปอดีตปกติ
ตัวอย่าง: 열심히 공부해서 시험에 합격하고 말았어요. (X) นี่ไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องคือ: 열심히 공부해서 시험에 합격했어요. (O) (ฉันตั้งใจเรียนและสอบผ่าน)
Do: 버스를 놓치고 말았어요. (O) / Don't: 시험에 합격하고 말았어요. (X)